|
“Snow Flower and the Secret Fan” หรือ จดหมายลับไป่เหอ เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับจีนเวย์น หวัง(Wayne Wang) ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักกันดีจาก The Joy luck club, Dim Sum และ Maid in Manhattan โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเปิดกล้องในเมืองเซี่ยงไฮ้สัปดาห์นี้ โดยล่าสุดจะได้จวนจีฮุน จากเกาหลี มาเล่นคู่กับหลี่ปิงปิง ดาราจีน และฮิว แจ็คแมน
สำหรับ Snow Flower and the Secret Fan เรื่องนี้นั้น ก่อนหน้านี้เคยเป็นข่าวว่าจะนำจางจื่อยี่ ดาราสาวจีนชื่อดังมาประกบจวนจีฮุน ดาราสาวเกาหลี แต่ภายหลังจางจื่อยี่ ประกาศถอนตัวเพราะมีปัญหาเรื่องบทวาบหวิว(ตอนนี้เธอกำลังถ่ายทำหนังกำลังภายในเรื่อง The Grand Master) และต่อมาก็มีข่าวว่าจวนจีฮุนจะถอนตัวเช่นกัน แต่ล่าสุดจวนจีฮุนได้ยืนยันที่จะร่วมแสดงนำ พร้อมกันนี้ทีมผู้สร้างก็ได้ดึงเอาดาราสาวจีนที่กำลังมีชื่อเสียงอย่าง หลี่ปิงปิง(เธอเพิ่งได้รับรางวัลม้าทองคำจากรื่อง The Massage ในปีที่ผ่านมา และมีซีรี่ส์มาฉายผ่านตาในบ้านเราแล้วหลายเรื่อง อย่าง สวรรค์รักในฝันทางช่อง 3) เข้ามารับบทนำแทนจางจื่อยี่ และยังดึงดาราฮอลลีวูดอย่างฮิว แจ็คแมน มาร่วมแสดงนำด้วย 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่องดัง Snow Flower and the Secret Fan ของลิซ่า ซี(Lisa See)ในปี 2005 ซึ่งเคยจัดพิมพ์ในบ้านเราแล้วในชื่อ "จดหมายลับไป่เหอ" แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สันสกฤต เมื่อปี 2550 โดยเป็นเรื่องราวของผู้หญิงจีนในศตวรรษที่ 19 สื่อสารกันลับๆ โดยใช้อักษรจีน หนี่ซู ซึ่งเป็นภาษาเขียนภาษาเดียวในโลกที่ประดิษฐ์โดยผู้หญิง ใช้โดยผู้หญิง และมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เข้าใจ ไป่เหอ กับ เสว่ฮวา เด็กหญิงเพื่อนร่วมสาบาน บันทึกอักษรหนี่ซูลงบนพัดเพื่อใช้ติดต่อกันอย่างลับ ๆ บอกปัญหาและความในใจแก่กัน ในยุคที่ผู้หญิงถูกกดขี่อย่างหนัก จากประเพณีการมัดเท้าให้ได้เท้าเล็กที่สุด แม้ต้องทนกับกระดูกหักร้าวก็ต้องยอมเพื่อมัดใจชาย การมัดเท้าไม่ใช่แค่การทดสอบทางกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความปวดร้าวทรมานทางจิตใจ ความคิด และวิญญาณ ของผู้หญิงชาวจีน อักษรหนี่ซู ที่ปรากฏ บนพัด ได้บันทึกความสุขความทุกข์เหลือคณาของ ไป่เหอ หรือ Lily กับ เสว่ฮวา หรือ Snow flower หญิงชาวจีนในมณฑลหูหนาน *ไป่เหอ เป็นเด็กหญิงที่เกิดมาในครอบครัวชาวนาธรรมดา แต่ดวงของเธอกลับสามารถผูกเข้ากับเด็กหญิงอีกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ เสว่ฮวา หลานคุณนายหวางแม่สื่อจากหมู่บ้านถงโข่วที่ร่ำรวยที่สุดในอำเภอ ซึ่งทำให้พวกเธอทั้งสองกลายเป็น “เหล่าถง” หรือเพื่อนร่วมสาบานกัน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวแห่งมิตรภาพ ความรัก ความทุกข์ยากลำบาก ของทั้งคู่ที่เขียนหากันโดยใช้ “หนี่ซู” ภาษาที่หญิงชาวจีนประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ส่งเรื่องราวลับๆหากัน แต่เปล่าเลย ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะอ่านมันไม่ออก เพราะมันเป็นตัวหนังสือที่ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือที่พวกผู้ชายใช้กัน เพียงแต่พวกเขาไม่สนใจ และทำเป็นไม่เห็นเท่านั้นเอง คำว่าเหล่าถง นั้นมีความหมายว่า เหมือนกัน ซึ่งเด็กหญิงที่เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน จะผูกสัมพันธ์กันเป็นเหล่าถง หรือ “คู่เหมือน” ซึ่งความสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้น ชั่วชีวิต และไม่อาจมีพี่น้องร่วมสาบาน หรือเพื่อนหญิง กับคนอื่นได้อีก ดังนั้น เมื่อไป่เหอ และ เสว่ฮวาเป็นเหล่าถงกันแล้ว จึงมีเพียงสองคนเท่านั้นที่เขียนจดหมายไปมาหาสู่กันได้ ไม่สามารถเขียนให้คนอื่นดั่งคำกล่าวที่ว่า “ม้าดีย่อมไม่เทียมสองอาน หญิงดีจักไม่ทรยศเหล่าถง” พวกเธอทั้งสองจึงเขียนหนี่ซูกันลงบนพัดทีละซี่และ ส่งหากันยามมีเรื่องราวต่างๆที่ต้องการจะปรึกษา ขอความเห็นใจ และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ *(คัดจากเว็บบล็อก http://arnshiro.exteen.com/20081012/snow-flower-and-the-secret-fan) 
แม้ทั้งสองจะเป็นเหล่าถงกัน แต่วิถีชีวิตของทั้งสองกลับต้องสวนทางกัน ไป่เหอ ถึงจะเป็นลูกชาวนาธรรมดาแต่ก็ดำเนินชีวิตตามกรอบประเพณี ต่างจากเสว่ฮวา ที่ชอบชีวิตอิสระ ไป่เหอยอมมัดเท้าตามประเพณี จนมีเท้าที่เล็กสวย และได้แต่งงานกับตระกูลผู้ดี กลายเป็นคุณนายที่มีอิทธิพล มีลูกๆ ถึง 5 คน ในขณะที่เสว่ฮวา แม้จะมีชาติตระกูลดีกว่าแต่กลับได้แต่งงานกับคนขายเนื้อต่ำต้อย มีชีวิตที่อาภัพเมื่อลูกถูกสามีตัวเองทำร้ายจนตาย หนังสือนอกจากจะพูดถึงความสุข ความทุกข์ของลูกผู้หญิงจีนที่ถูกกดขี่แล้ว ยังพูดถึงเหตุการณ์กบฎไท้ปิง(เกิดปี 1850-1864 ในแถบจีนตอนใต้ มีศูนย์กลางในนานจิง) ซึ่งเป็นการกบฎเพื่อล้มราชวงศ์ชิง ซึ่งทำให้เกิดการกวาดล้างจนมีคนล้มตายถึงราว 20 ล้านคน การระบายความทุกข์ใจให้กันและกันผ่านหนี่ซู เพื่อเยียวยาชีวิตของคนทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญของหนังสือ แต่แล้วการต้องการความรักและจิตใจอาฆาตแค้นของไป่เหอ ก็ส่งผลให้เธอได้ทำร้ายชีวิตใครหลายคนโดยเฉพาะเสว่ฮวา เพื่อนที่รักที่สุด ด้วยความเข้าใจผิดว่าเสว่ฮวาไม่จริงใจกับเธอ ทำให้ไป่เหอแอบเอาเรื่องราวความลับส่วนตัวของเสว่ฮวาไปเปิดโปง เพื่อทำลายชื่อเสียงของเสว่ฮวา จนเมื่อเสว่ฮวาใกล้ตาย เธอได้เรียกหาไป่เหอให้ไปอยู่เคียงข้างก่อนสิ้นลมหายใจ เนื้อหาของ Snow Flower ถ่ายทอดเรื่องเล่าของไป่เหอ หรือ Lily ในวัย 80 ปี (เหตุการณ์ปี 1903) ซึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ หลังการจากไปของเพื่อนรัก เสว่ฮวา หรือ Snow Flower นานถึง 40 ปี ซึ่งตอนนั้นทั้งสามีและลูกๆ ของเธอก็ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ไป่เหอเฝ้ามองชีวิตอย่างเงียบงันโดยเก็บความรันทดใจไว้ภายใน คำพูดสุดท้ายของเธอก่อนตาย ได้แสดงให้เห็นความรักของเธอที่ยังมั่นคงต่อเสว่ฮวา และร้องขอการให้อภัยจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง ชีวิตของไป่เหอในนิยายนั้นผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จีนถึง 4 แผ่นดิน นั่นก็คือเริ่มจากสมัยจักรพรรดิเตากวง( Emperor Daoguang 1820-1850) จักรพรรดิเสียนเฟิง (Emperor Xianfeng 1850-1861) จักรพรรดิถงจื้อ (Emperor Tongzhi 1861-1875) และจักรพรรดิกวงจู (Emperor Guangxu 1875-1908) ทำให้นอกจากจะถ่ายทอดถึงขนบประเพณีจีนโบราณแล้ว นิยายเรื่องนี้ยังสะท้อนประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของจีนอีกด้วย
สำหรับประวัติของลิซ่า ซี ผู้เขียนนั้น เธอเกิดในปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 1955 แต่เติบโตขึ้นในลอสแองเจลีส อเมริกา เธอเป็นลูกครึ่งจีน-อเมริกัน ถึงแม้เธอจะอาศัยอยู่กับแม่แคโรลีน ซี( Carolyn See) ซึ่งเป็นนักเขียน แต่เธอกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวของพ่อในไชน่าทาวน์มากกว่า ทำให้เธอได้รับอิทธิพลทางครึ่งจีนของเธอมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการเขียนหนังสือ
โดยลิซ่า ซี ได้เริ่มต้นอาชีพจากการเขียนเรื่องลงในนิตยสาร ก่อนจะเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มแรกเชิงสารคดีเรื่อง On Gold Mountain: The One Hundred Year Odyssey of My Chinese-American Family (1995) ซึ่งกลายเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับปู่ทวดของเธอ Fong See ที่มาตั้งรกรากในแอลเอ เมื่อ 100 ปีก่อน และจากการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ทำให้เธอได้พล็อทมาเขียนหนังสือนิยายลึกลับเรื่อง Flower Net ในปี 1997 ซึ่งก็ขายดีระดับเบสท์เซลเลอร์ แถมยังได้รางวัลเอ็ดการ์ ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับงานเขียนแนวลึกลับ ในสาขา Best Firse Novel จากนั้นเธอจึงเขียนนิยายแนวลึกลับเขย่าขวัญตามมาอีก 2 เล่ม คือ The Interior (2000) และ Dragon Bones (2003) ซึ่งมีตัวละครเดียวกันเป็นนวนิยายซีรี่ส์ แล้วจึงตามด้วยหนังสือนิยายเรื่องนี้ Snow Flower and the secret fan ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เธอมากที่สุด ในปี 2005 จากนั้นเธอก็มีนิยายอีก 2 เล่ม คือ Peony in love (2007) และ Shanghai Girls ในปี 2009 ซึ่งทั้งสองเล่มก็ยังคงเกี่ยวกับเรื่องราวของสาวจีน นอกจากนี้เธอยังเขียนหนังสือแนวไกด์บุ๊คชื่อ Chinatown (guidebook)ในปี 2003 อีกด้วย |